เข้าระบบ

ชื่อผู้ใช้

รหัสผ่าน

  ล ง ท ะ เ บี ย น  

thejeekung

thejeekung的บล๊อก

thejeekung的主頁 | ดูทั้งหมด

บันทึกจากปลายเท้า - เลน่า มาเรีย คลิงวัลล์

2010-08-29 11:17

บังเอิญได้ไปอ่านหนังสือเก่าตี้เกยซื้อมาเมินแล้วครับ
หันว่าเป็นเรื่องตี้ดีเลยเอามาฝากหื้อหมู่เฮาได้อ่านได้ผ่อกั๋นครับ อิอิ
 
**
คนนี้เป๋นจุดเริ่มต้นแนวคิดของบทกวีตี้ชื่อว่า "เท่าที่มีก็เพียงพอ"
ในหนังสือ "ท้อไยในยามยาก" ครับ
เป๋นตี้มาของประโยคตี้ว่า
"แม้ไม่มีสองแขนไม่เป็นไร...ฉันจะใช้สองขามาสร้างสรรค์"
---------------------------------------------------------------------------------------
 
 
 
 
บันทึกจากปลายเท้า
 
(FOOT-NOTES)
 
เลน่า มาเรีย คลิงวัลล์

(Lena Maria Klingvall)

-----------------------------

 
        เลน่า มาเรีย  เป็นนักร้องที่มีชื่อเสียงของ สวีเดน  เกิดเมื่อวันที่  28  กันยายน ค..1968  เธอไม่มีแขนทั้งสองข้าง และมีขาข้างซ้ายยาวเพียงครึ่งเดียวของขาข้างขวามาตั้งแต่เกิดโดยไม่ทราบสาเหตุ
        เลน่าเรียนว่ายน้ำตั้งแต่อายุ  ขวบ  จนได้เป็นนักกีฬาว่ายน้ำทีมชาติสวีเดน  ได้รับเหรียญรางวัลมากมาย
        เลน่าชอบร้องเพลงมาก หลังจากจบการศึกษาจากวิทยาลัยดนตรี ในกรุงสตอก-โฮล์ม  เมื่อปี ค..1991 แล้วเธอยึดการร้องเพลงเป็นอาชีพ มีผลงานมาแล้วหลายอัลบั้ม อาทิ  My life  ,  Best friend, และ  Amazing  Grace
คุณสามารถดูเรื่องราวของเลน่าได้ที่  เว็บไซท์  http://www.lenamaria.com
 

Presentation from Lena Maria Klingvall on Vimeo.

 
คำนำ
 
        คนเรามักรู้สึกท้อแท้อันเนื่องมาจากความพลาดหวัง  ล้มเหลว  พ่ายแพ้  ที่สำคัญคือ  มักเปรียบเทียบความล้มเหลวพ่ายแพ้นั้นกับความสำเร็จของคนอื่น ซึ่งทำให้ตนเองหมดกำลังใจ
        น่าแปลกที่เลน่า  มาเรีย ไม่เคยมีความรู้สึกนี้เลย  เหมือนกับว่าเธอไม่เคยแม้แต่สักนิดที่จะรู้จักกับคำๆนี้  ทั้งๆที่เธอผู้เกิดมาพร้อมกับร่างกายที่ผิดปกติควรจะรู้สึกอย่างนี้ยิ่งกว่าใครในโลก
        ว่ากันว่า คนพิการมักจะได้รับพรสวรรค์พิเศษเป็นการทดแทน  เลน่า มาเรีย อาจจะนับเป็นหนึ่งในนั้น  เพราะเธอเป็นนักกีฬาว่ายน้ำระดับตัวแทนของประเทศและเป็นนักร้องที่โด่งดัง   คนปกติอาจทำไม่ได้เท่าเธอ
        แต่ถ้าได้อ่าน บันทึกจากปลายเท้า”  เล่มนี้ คุณจะรู้ทันทีว่าที่สำคัญกว่าพรสวรรค์  นั่นคือความรู้สึกที่เป็นพลังล้ำค่าในใจ  เลน่า มาเรีย ไม่เคยรู้สึกว่าตนเองผิดปกติ  เธอจึงทำทุกอย่างอย่างเป็นธรรมชาติ  เธอทำเพราะเธออยากทำ  เธอทำเพราะเธอรู้ว่าเธอทำได้
        เลน่า  มาเรีย  ไม่ใช่ตำนาน เธอเป็นสาวสวยอายุต้นสามสิบอยู่ร่วมสมัยกับเรา  และเป็นหลักคิดที่ดีสำหรับผู้ที่ท้อแท้ทุกคน
        และเนื่องจากหนังสือเล่มนี้มีการแต่งในลักษณะเล่าเรื่องดังนั้นจึงขอใช้สรรพนามแทนตนเองดังเช่นในหนังสือ  เพื่อให้ได้เข้าถึงอารมณ์ และความรู้สึกของ เลน่า  มาเรียได้ดีที่สุด
 
 
 
                “ไม่มีใครคาดคิดมาก่อนว่าฉันจะแตกต่างไปจากคนอื่นๆ  คือเป็นคนพิการ  อย่างที่เขาเรียกกัน
                เลน่าพิการแต่กำเนิด โดยแรกคลอดเธอตัวยาว  48 ซม.และหนักเพียง  2400 กรัม เท่านั้น ตรงส่วนที่เป็นแขนไม่มีอะไรเลย ตรงหัวไหล่มีเพียงแค่ปุ่มเล็กๆ 2 ปุ่ม ขาขวาปกติดี แต่ขาซ้ายสั้นกว่าครึ่งหนึ่ง ส่วนเท้าซ้ายชี้ขึ้นข้างบนเกือบจะถึงขา  หมอได้อธิบายถึงสถานการณ์ที่เกิดขึ้นและความพิการของเธอให้พ่อ แม่ฟัง โดยได้แจ้งว่าท่านทั้งสองมีสิทธิ์ จะทิ้งฉันไว้ที่สถาบันดูแลเด็กพิการได้และพูดว่า คุณต้องเข้าใจนะว่า คุณจะต้องเลี้ยงลูกของคุณไปอีกอย่างน้อย 20 ปีท่านใช้เวลาคิดหลายวัน มีหลายคนแนะนำให้นำฉันไปฝากไว้ที่สถาบันดูแลเด็กพิการ และท่านทั้งสองก็ตระหนักดีว่าเด็กพิการเป็นภาระหนักมาก  และในที่สุดพ่อได้แสดงความคิดเห็นที่บ่งบอกถึงการตัดสินใจของท่านว่า การที่เธอไม่มีแขนก็ไม่เป็นไร  แต่เธอต้องมีครอบครัว
                แม่บอกว่าฉันเป็นคนร่าเริงตั้งแต่เกิด  ซึ่งฉันเห็นด้วยกับท่าน แล้วทำไมฉันจะไม่เป็นคนร่าเริงละ เพราะฉันไม่รู้ว่าฉันขาดอวัยวะบางอย่างในร่างกาย และฉันเองก็ไม่ได้มีความเจ็บปวดอะไร  ฉันมีพัฒนาการและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ซึ่งฉันอาจ เรียนรู้ไม่ได้ถ้าเป็นปกติเหมือนเด็กคนอื่นๆ  เช่นการใช้เท้าจับขวดนม แต่สำหรับแม่เป็นปีแรกที่หนักมากสำหรับท่าน   เมื่อแม่พาฉันไปโรงพยาบาลทุกคนมักไม่ค่อยถามคำถามธรรมดาๆ เกี่ยวกับเด็กทารกซึ่งทุกคนเต็มใจตอบ เช่น เลน่าหลับสนิทตลอดคืนไหมเลน่ากินนมได้ตามปกติไหมเลน่าพัฒนาขึ้นไหมแน่นอนที่เดียวฉันสามารถทำสิ่งพิเศษต่างๆ ได้หลายอย่างด้วยเท้าขวา  และค่อยๆเรียนรู้ที่จะจับสิ่งของด้วยไหล่และคางช่วย แต่คนที่พบฉันมักจะเน้นถึงอวัยวะที่ผิดปกติมากกว่า
 
 
 
                อุลเล็บ น้องชายของฉันเกิดเมื่อฉันมีอายุได้ขวบกว่า หมอแนะนำแม่ให้มีลูกอีกคนหนึ่งให้เร็วที่สุด เท่าที่เป็นไปได้เพื่อจะได้เปรียบเทียบพัฒนาการของฉันกับเด็กอื่นๆ ต่อมา ครอบครัวของเราได้ซื้อฟาร์มในชนบท ที่มีบรรยากาศดีมาก ๆ ในช่วง 10 ปีแรกแม่ทำหน้าที่เลี้ยงดูเราโดยไม่ทำงานนอกบ้าน  ก่อนตั้งท้องแม่เป็นนักอาชีวบำบัด  ท่านได้นำเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้มาใช้เมื่อเป็นแม่  พ่อของฉันเป็นตำรวจ  ในช่วงกลางวันพ่อและแม่จะช่วยดูแลฉันและน้องชาย  ฉันและน้องชายไม่ค่อยมีเพื่อนเล่นที่อื่น  ดังนั้นเราจึงสนิทสนมกันมาก  ฉันมีชีวิตที่ดีในช่วงเริ่มต้นแต่ชีวิตที่ดีไม่ได้มาจากอากาศที่ดีหรือความสนุกสนานที่เกิดจากการเล่นด้วยกัน  แต่มาจากพ่อแม่มากกว่า      แน่นอนมันเป็นภาระหนักทีเดียวที่จะต้องดูแลเด็กพิการคนหนึ่งเป็นการท้าทายที่เขาอาจรู้สึกรับไม่ไหว แต่พ่อแม่ได้ตัดสินใจแต่แรกแล้วว่า ไม่ว่าอย่างไรท่านจะเลี้ยงดูฉันอย่างคนธรรมดาทั่วไป  ท่านมองดูฉันในฐานะลูกสาวที่บังเอิญเกิดมาพิการ ไม่ใช่เด็กพิการที่เกิดมาเป็นลูกสาวของท่าน ผู้คนจะสังเกตเห็นว่าพ่อ แม่รักฉันตรงที่ฉันเป็นฉัน ไม่ใช่ฉันไม่สามารถทำสิ่งนี้หรือทำสิ่งนั้นได้  ซึ่งทำให้ฉันรู้สึกมั่นคงทางจิตใจ
                พ่อแม่สนับสนุนให้ฉันทำในสิ่งที่ฉันชอบ และท่านก็สนับสนุนน้องชายในแบบเดียวกัน เพราะเหตุนี้ฉันจึงไม่รู้สึกโกรธหรือขมขื่นใจต่อสภาพที่ฉันเป็นอยู่ เพราะฉันไม่เคยคิดถึงความพิการของตนเองในแง่ลบ ฉันมักคิดว่าฉันเป็นเหมือนคนอื่นๆ เพียงแต่ทำบางสิ่งบางอย่างที่ต่างไปจากคนอื่นๆบ้าง พ่อแม่ให้เวลาฉันในการทำความเข้าใจว่าจะจัดการกับเรื่องต่างๆ อย่างไร แทนที่จะเข้ามาช่วยเหลือฉันทันทีที่ฉันขอร้อง ด้วยเหตุนี้ฉันจึงเป็นคนไม่ยอมแพ้ และมักจะค้นพบวิธีจัดการกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น แต่เมื่อฉันทำพลาดพ่อแม่ก็พร้อมจะให้ความช่วยเหลือ ท่านให้ฉันรู้จักความผิดหวังเมื่อฉันไม่สามารถจัดการอะไรได้ด้วยเหตุนี้ฉันจึงมีอิสระในการแสวงหาความสำเร็จและสามารถรับมือกับความล้มเหลวได้ เมื่อฉันล้มฉันอยากให้แม่มาพยุงฉันขึ้น แต่แม่ไม่อยากทำอย่างนั้น  คลานไปที่รั้วซิ และพยายามใช้รั้วช่วยให้ลุกขึ้น”  ในความคิดของแม่  สิ่งที่สำคัญคือ ฉันควรจะช่วยตัวเองให้ได้ เพราะจากการเป็นนักอาชีวบำบัดของแม่ ท่านได้เห็นตัวอย่างมากมายที่เป็นผลเสียกับเด็กเมื่อพ่อแม่ประคบประหงมลูกมากเกินไป
 

Laughter In The Rain from Lena Maria Klingvall on Vimeo.

 
ในการไปโรงเรียน  ฉันมีผู้ช่วยส่วนตัวตั้งแต่อนุบาล จนถึง ป.5  เธอช่วยฉันได้มากในสิ่งที่ฉันไม่สามารถทำด้วยตนเองได้  แต่ฉันรู้สึกอยากทำสิ่งต่างๆด้วยตนเอง พ่อและแม่มักย้ำกับผู้ใหญ่ทั้งที่โรงเรียนและที่อื่นๆว่า ให้เลน่าทำด้วยตัวเธอเองเท่าที่เธอสามารถทำได้ หากไม่จำเป็นก็ไม่ต้องช่วยเหลือเธอ ฉันมีเพื่อนมากมายฉันยังเรียนรู้ที่จะสร้างความสัมพันธ์กับคนใหม่ๆได้อย่างไม่มีปัญหา ไม่รู้สึกกลัวหรืออับอายผู้คนเนื่องจากความพิการ บางครั้งเพื่อนที่โรงเรียนล้อเลียนเกี่ยวกับความพิการของฉัน ซึ่งบางครั้งก็ตลก แต่บางครั้งก็แรงไปหน่อย แต่เพราะฉันไม่รู้-สึกเจ็บใจ  จึงเกือบไม่มีใครที่ชอบล้อเลียนฉัน พ่อแม่ไม่เคยพาฉันหลบหนีหรือพาไปซ่อนเนื่องจากความพิการของฉัน  ฉันได้รับการสอนมาตั้งแต่แรกว่าคุณค่าของฉันนั้นอยู่ภายใน ไม่ใช่สิ่งที่มองเห็นภายนอก  ดังนั้นจึงไม่มีอะไรที่น่าอับอาย  แทนที่จะอับอายฉันกลับใช้ความพิการของฉันให้เป็นประโยชน์ด้วยซ้ำ  เมื่อโรงเรียนมีกิจกรรมที่ฉันไม่สามารถทำได้ฉันมักพยายามหาทางเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย เช่น ในวิชาพลศึกษา ฉันจะไม่นั่งอยู่ข้างสนามมองดูคนอื่น เป็นไปไม่ได้ที่ฉันจะเล่นบาสเกตบอล แต่ฉันเป็นกรรมการได้ ฉันจึงวิ่งไปวิ่งมาและมีส่วนร่วมในกีฬานั้นๆ
ฉันมีความเชื่อในพระเจ้ามาก ฉันไปที่คริสตจักรเกือบวันเว้นวัน ที่นั้นคนพิการอย่างฉันได้เติบโตขึ้นท่ามกลางคนที่ยอมรับฉันในฐานะบุคคลคนหนึ่งและยอมให้ฉันเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา ที่นี้มีคนหลายวัยแต่ผู้นำคริสตจักรก็ได้แสดงให้เห็นว่าคริสตจักรเป็นของคนหนุ่มสาวด้วยพวกเขาไว้ใจให้เราทำสิ่งต่างๆตามวิธีของเรา สำหรับพวกเขาฉันคือ เพื่อนคนหนึ่งที่ชื่อเลน่า ฉันไม่ใช่คนที่ต้องการการปฏิบัติพิเศษจากเพื่อนเลย
 
 
เธอมีความสามารถในการว่ายน้ำ เธอหัดว่ายน้ำตั้งแต่อายุ 3 ขวบ ต่อมาเธอได้รับการเลือกให้ไปแข่งขันว่ายน้ำชิงแชมป์โลก เธอฝึกซ้อมอย่างเอาจริงเอาจัง เพลงชาติสวีเดนดังขึ้นและฉันได้เหรียญทอง  ฉันค่อนข้างผิดหวังเพราะคิดว่าจะได้ไปเยือนประเทศต่างๆในการแข่งกีฬาโอลิมปิกแต่ทว่ากลับมาจัดที่เมืองใกล้บ้าน โดยหลังจากนั้นฉันได้แข่งอีกหลายรายการ และในการแข่งโอลิมปิกคนพิการครั้งต่อมาซึ่งจัดขึ้นที่ กรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ฉันตั้งใจจะไปร่วมการแข่งขันที่นั้น แม้ว่าฉันจะไปอยู่ที่สตอกโฮล์มเพื่อเรียนวิชาดนตรี ฉันต้องเสียเวลาเป็นอย่างมากในการฝึกว่ายน้ำ และฉันได้เริ่มถามตนเองว่าทำไมต้องเสียเวลาไปมากมายขนาดนี้ มันคุ้มหรือที่ต้องฝึกว่ายน้ำราวกับเป็นทาสฉันเริ่มคิดว่าการว่ายน้ำไม่ใช่เรื่องสนุก 
เหตุผลที่ฉันยังคงยุ่งเกี่ยวกับการว่ายน้ำไม่ใช่เพราะความสำเร็จ  แต่เป็นเพราะความปรารถนาที่จะเดินทางไปยังที่ต่างๆและสร้างมิตรภาพระหว่างเพื่อนในค่ายฝึกว่ายน้ำ  ฉันทำได้ไม่ดีนักในการแข่ง และไม่ได้เหรียญเลย แต่ฉันไม่ได้รู้สึกว่าเป็นผู้โชคร้าย ฉันรู้สึกเหนื่อยที่ต้องฝึกหนัก และคิดว่าควรทุ่มเทเวลาให้ดนตรีและการร้องเพลงดีกว่า ฉันไม่พยายามที่จะไปบาร์เซ-โลน่า พาราลิมปิกที่กรุงโซลเป็นการแข่งขันครั้งสุดท้ายสำหรับฉัน  ดังคำพูดที่ว่าเราควรหยุดเมื่อถึงจุดสูงสุด
                ย้อนมาถึงความสามารถทางด้านดนตรี  ฉันเริ่มเรียนดนตรีในโรงเรียนประจำอำเภอที่เมืองเชอปิงในชั้น ม.3 ฉันมีวามสุขกับการร้องเพลง ในชั้น ม.ปลายเธอเลือกเรียนสายดนตรีและสังคม ฉันพยายามเป็นผู้นำคณะนักร้องเยาวชนในคริสตจักร และฉันก็ทำได้ คณะนักร้องมีการพัฒนาขึ้นมีการจัดคอนเสิร์ตหลายที่ทำให้ฉันได้ร้องเพลงเดี่ยวด้วย รวมทั้งการจัดคอนเสิร์ตส่วนตัวในหลายๆคริสตจักรในจังหวัด ต่อมาฉันได้รับเลือกให้เข้าเรียนต่อที่วิทยาลัยการดนตรีที่กรุงสตอกโฮล์ม  ตั้งแต่เริ่มเรียนอาจารย์ได้บอกว่า ท่านไม่กังวลกับความพิการของฉันมากนัก  ท่านกล่าวว่า มันขึ้นอยู่กับเธอ เธอต้องเป็นคนบอกเองว่าทำอะไรได้ ทำอะไรไม่ได้
                ฉันต้องการสื่อสารความเชื่อของฉันที่วิทยาลัยด้วย ฉันและเพื่อนๆ มักจะพบและพูดคุยกันถึงความหมายของการมีชีวิต และเรื่องเกี่ยวกับพระเจ้าและฉันก็ได้ตระหนักว่าฉันไม่เคยใช้เวลามากในการคิดว่าทำไมจึงมีความเชื่อในพระเจ้าอย่างลึกซึ้ง ฉันเพียงแต่เรียนรู้สิ่งเหล่านี้จากที่บ้าน แต่ตอนนี้ฉันถูกเรียกร้องที่จะให้เหตุผลเกี่ยวกับความคิดเห็นของฉัน ฉันใช้เวลาในการอธิษฐานกับพระเจ้าและอ่านพระคัมภีร์เพื่อค้นหาคำตอบ  และห่วงใยฉัน  ทำให้ฉันมั่นใจว่าควรมุ่งหน้าต่อไปในการร้องเพลงเพื่อชี้ให้ผู้คนเห็นถึงพระเจ้า   ต่อมาฉันได้รับทุนจาก บุสซะ  พาเนวีค เพื่อใช้เรียนดนตรีต่อไป และได้รับการติดต่อให้ไปถ่ายสารคดี การถ่ายทำเป็นไปด้วยดี สิ่งที่ยากสำหรับฉันคือการพูดถึงตนเอง และความคิดเห็นของฉันต่อชีวิตของคนพิการ 
                รายการนี้ได้รับการตัดสินชนะเลิศ จากการประกวดในงานเฉลิมฉลองรายการโทรทัศน์ คริสเตียน ในประเทศฮอลแลนด์ ชื่อรายการ เป้าหมายชีวิต”  ที่รายการนี้ชนะเพราะ นี่เป็นภาพที่เต็มไปด้วยความร่าเริงของชีวิต  เกี่ยวกับผู้หญิงพิการคนหนึ่งที่ตัดสินใจว่าจะเป็นตัวของตัวเอง ผู้ผลิตรายการนี้ได้ยืนอยู่ข้างๆ ผู้หญิงที่น่าอัศจรรย์คนนี้ พวกเขาไม่มีการดูหมิ่นและล่วงละเมิด หรือการแสดงความรู้สึกที่มากเกินไป ผู้ผลิตรายการบรรยายโดยใช้ถ้อยคำที่ก่อให้เกิดความหวังกับบรรดาคนพิการ และญาติพี่น้องของเขา ในขณะเดียวกันก็ได้ตีแผ่ความจริงเกี่ยวกับปัญหาทางกายภาพ จิตใจ สังคมและสภาพเศรษฐกิจ ซึ่ง เลน่า มาเรียเผชิญอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน สารคดีที่เกี่ยวข้องกับความหวังและความเชื่อนี้สมควรได้รับการเผยแพร่ไปอย่างกว้างขวาง
                รายการนี้มีผลเกินกว่าที่คิดไว้ ฉันได้รับการตอบสนองหลายอย่างจากคนที่ดูรายการนี้ ฉันถูกขอให้แสดงคอนเสิร์ตมากขึ้น การบอกผู้คนถึงเรื่องพระเยซูผ่านทางบทเพลง เป็นสิ่งที่ฉันปรารถนาที่จะทำมาก ดังนั้นฉันจึงยิ่งมีความสุขจากการร้องเพลงมากขึ้น   เนื่องจากการทำงานหนักฉันจึงได้คิดได้ว่า ชีวิตของฉันขี้นอยู่กับคำแค่สองคำคือ ถ้าหากและ หลังจากนั้นเช่น เมื่อเข้าค่ายฝึกว่ายน้ำฉันเคยคิดว่า  ถ้าหากฉันทุ่มเทชีวิตทั้งหมดให้กับการร้องเพลง หลังจากนั้นชีวิตฉันคงสบายขึ้น”  และในขณะที่กำลังศึกษาด้านการดนตรีอยู่   ฉันคิดว่า ถ้าหากฉันสำเร็จจากวิทยาลัยการดนตรี และสามารถทุ่มเทให้กับการร้องเพลงได้อย่างเต็มที่ หลังจากนั้นความเป็นอยู่ของฉันคงสบายขึ้นและตอนนี้ฉันเป็นนักร้องอาชีพแล้ว แต่ยังไม่มีความเป็นอยู่ที่สบายอย่างที่คิด ฉันสงสัยว่า ฉันกำลังทำตามเสียงเรียกร้องในใจตนเองหรือเปล่า( ที่ฉันร้องเพลงเพราะมีคนต้องการฟังฉันร้องเพลงหรือเปล่า( ฉันไม่รู้สึกว่าการแสดงคอนเสิร์ตเป็นเรื่องสนุกอีกต่อไป สิ่งเดียวที่ฉันอยากทำคือฟังเสียงเรียกร้องในใจตนเอง  และฉันได้เดินทางไปอินเดีย ฉันเจอกับเหตุการณ์ต่างๆมากมาย  ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพระเจ้ายังคงปกป้องฉัน แม้ที่นี้จะลำบากแต่มันทำให้ความเชื่อของฉันลึกซึ้งขึ้น ฉันเรียนรู้ที่จะพึงพอใจสิ่งต่างๆ ซึ่งฉันไม่เคยเห็นคุณค่ามาก่อน  ความปรารถนาในการเล่นดนตรีกลับเข้ามา  ฉันรู้สึกมีแรงจูงใจที่จะเริ่มร้องเพลงอย่างเอาจริงเอาจังอีกครั้งหนี่ง
                ต่อมาฉันได้ไปที่ญี่ปุ่นคนที่นี้มีการแข่งขันกันสูงมาก ในสายตาพวกเขาฉันเป็นคนที่ประสบความสำเร็จ  การดำเนินชีวิตเกือบเป็นไปไม่ได้สำหรับคนที่พิการเหมือนฉัน  คนญี่ปุ่นจึงต้องการรู้เคล็ดลับจากฉัน  ฉันมีประสบการณ์ที่ดีๆ มากมายที่นี้
                เป็นไปได้ไหมที่คุณจะมีคนรักหากคุณมีความพิการมากอย่างที่ฉันมี( ถ้าคนนั้นจะแต่งงาน เขาควรจะแต่งงานกับคนที่พิการเหมือนกับเขาไม่ใช่หรือ ( ยิ่งกว่านั้น จะมีผู้ชายปกติที่ไหนละ  ที่จะสนใจผู้หญิงพิการ  (แล้วฉันก็ได้พบกับบียอร์น  ฉันพบว่ามีความแตกต่างหลายอย่างระหว่างเรา  ซึ่งอาจทำให้ความสัมพันธ์แบบนั้นเป็นไปไม่ได้  ยกตัวอย่างเช่น  บียอร์นต้องรู้ว่าเขาต้องช่วยเหลือฉันโดยที่ฉันไม่จำเป็นต้องขอร้องทุกครั้ง หากไม่เป็นเช่นนั้นเราก็คงอยู่ร่วมกันไม่ได้   แต่ทว่าทุกครั้งที่ฉันบอกพระเจ้าถึงอุปสรรคในความสัมพันธ์ของเรา บียอร์นจะเริ่มเปลี่ยนแปลงในเรื่องนั้นๆ ฉันรู้สึกแปลกใจมาก ในเวลาเดียวกันฉันเริ่มสงสัยว่าฉันจะสามารถรักเขาในฐานะสามีตลอดชีวิตได้หรือไม่ (ฉันรู้สึกว่าฉันไม่ควรเป็นฝ่ายริเริ่มในการพูดถึงอนาคตของเรา เพราะฉันรู้ว่าการแต่งงานจะสร้างภาระที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนที่จะแต่งงานกับคนพิการ  และบางที่อาชีพของฉันอาจทำให้ยุ่งยากมากขึ้น  สิ่งที่ฉันไม่ต้องการให้เกิดขึ้นกับ เขาเลยคือ ความกดดัน  ถ้าเขาจะตัดสินใจเลือกฉัน ฉันก็อยากให้เป็นการตัดสินใจของเขาเอง แต่ฉันก็รักเขา  และในที่สุดเราก็แต่งงานกัน  นี่ไม่ได้หมายความว่าหลังจากแต่งงานแล้วจะเป็นเหมือนเรื่องในนิทาน ที่เจ้าหญิงและเจ้าชายอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข แน่นอนเราต้องเผชิญกับเรื่องราวต่างๆที่คู่แต่งงานทุกคู่จะต้องพบ แต่การแต่งงานกับคนพิการทำให้ชีวิตสมรสยิ่งยากลำบากขึ้น แต่โชคดีที่เราแก้ปัญหาได้ด้วยการพูดคุยกัน  เราไม่เคยละเลยปัญหา
 
มีคนถามว่าฉันมองสิ่งต่างๆ ในชีวิตด้วยทัศนคติทางบวกได้อย่างไร(พวกเขาแปลกใจว่าฉันประสบความสำเร็จในหลายสิ่งได้อย่างไร  ทั้งๆที่มีความเสียเปรียบในชีวิตมากมาย
ฉันเชื่อว่ามีเหตุผล  3 ประการอย่างน้อยที่ฉันเห็น
ประการแรกพูดง่ายๆ ว่า คนเราทุกคนแตกต่างกันตั้งแต่เกิด ฉันมีความสุขและอยากรู้อยากเห็นเกี่ยวกับชีวิตตั้งแต่เกิดมา ตามบุคลิกของฉัน ฉันเป็นคนที่มองดูโอกาสที่เป็นไปได้มากกว่าจะดูที่ความยากลำบาก  ฉันไม่ทำให้สิ่งต่างๆ ยากไปกว่าที่มันเป็นอยู่  ฉันมีทัศนคติในทางบวกต่อตนเอง  กล้ายอมรับสิ่งต่างๆ ตามที่มันเป็น และกล้าที่จะถามคำถาม
ประการที่สอง   คือ  พ่อแม่ของฉัน ท่านไม่กังวลใจเกี่ยวกับความพิการของฉัน ซึ่งมีประโยชน์ต่อฉันอย่างยิ่ง ท่านได้วางรากฐานความมั่นคงปลอดภัยในชีวิตของฉัน  ท่านช่วยฉันให้เรียนรู้ทั้งความสำเร็จและ  ความล้มเหลว
ประการที่สามซึ่งเป็นเหตุผลที่สำคัญที่สุด  ที่ทำให้ฉันมองดูชีวิตด้วยทัศนคติทางบวก คือ พระเจ้า เท่าที่จำได้ความเชื่อเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตฉัน ในฐานะที่เป็นคริสเตียน ฉันรู้ว่าฉันมีคุณค่าไม่ว่าฉันจะเป็นอย่างไร สิ่งสำคัญที่สุดคือ ความสัมพันธ์ของฉันกับพระองค์   ฉันรู้ว่าพระองค์ทรงรักฉัน
ไม่มีใครที่ดำเนินชีวิตโดยปราศจากปัญหา  แต่คนที่มีประสบการณ์กับความยากลำบาก จะมีชีวิตที่รุ่งโรจน์มากกว่าคนที่ไม่เคยมีประสบการณ์แบบนี้ และคนที่สามารถเอาชนะอุปสรรคต่างๆ จะยิ่งทำให้ชีวิตของเขายิ่งรุ่งโรจน์ขึ้น  
 
แชร์ 10122 ดู | 0 ความเห็น

Footprints

ความเห็น