อาการผิดปกติทางกายกับปัญหาสุขภาพจิต
2010-07-19 00:45
ปัญหาอาการทางประสาท
(อาการผิดปกติทางกายกับปัญหาสุขภาพจิต)
ปวดศีรษะเป็นประจำ
หากคุณมีอาการปวดศีรษะบ่อยๆ ให้สังเกตอาการปวดว่ามีลักษณะปวดตุ๊บๆ หรือมีอาการปวดศีรษะข้างเดียว บางครั้งอาการปวดมากจนรู้สึกคลื่นไส้อาเจียน นอนไม่หลับเพราะอาการปวด หรืออาการปวดแย่ลงกว่าเดิมในระยะนี้ หากมีอาการดังกล่าวควรพบแพทย์เพื่อตรวจโดยละเอียด เพราะอาจจะมีสาเหตุจากโรคบางอย่าง
แต่หากคุณมีความเครียดหรือกังวลใจ อาจเป็นสาเหตุให้มีอาการปวดศีรษะเป็นประจำ มีลักษณะปวดตึงบริเวณท้ายทอย ปวดมึน หนักศีรษะ ขอให้ปฏิบัติดังนี้
1. ขณะที่ปวดศีรษะ อาจใช้การพักผ่อน เช่น นอนพัก หรือนั่งพักในท่าที่สบาย หลับตาลง หรือนวดเพื่อลดความตึงของกล้ามเนื้อ
2. ทำงานอดิเรก งานเบาๆ ที่คุณชอบเพื่อช่วยให้ผ่อนคลายและสุขสบายใจกับผลงานที่ตนทำ
3. ทำกิจกรรมที่ทำให้เกิดความสนุกสนาน เพลิดเพลิน เช่น ดูหนัง ฟังเพลง เล่นดนตรี ร้องเพลง หรือท่องเที่ยว เป็นต้น
ใจสั่น หายใจไม่อิ่ม เจ็บหน้าอกบ่อยๆ
คุณเคยมีอาการเหล่านี้เกิดขึ้นบ้างหรือไม่ เช่น รู้สึกใจสั่น หัวใจเต้นแรง แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม มือสั่น ร่างกายอ่อนเพลียไม่มีแรง ถ้าคุณมีอาการดังกล่าวเกิดขึ้นบ่อยๆ คุณเคยไปตรวจสุขภาพบ้างไหม เพื่อดูว่ามีโรคประจำตัวอะไรบ้าง เพราะว่าโรคทางกายบางอย่างอาจทำให้เกิดอาการดังกล่าว เช่น โรคหอบหืด หรือภูมิแพ้ โรคต่อมไทรอยด์ หรือโรคเกี่ยวกับระบบหัวใจก็ได้ คุณอาจจะเป็นโรคใดโรคหนึ่งซึ่งคุณน่าจะหาสาเหตุว่าเป็นอะไรกันแน่
แต่ถ้าคุณได้ตรวจร่างกายแล้วไม่พบความผิดปกติใดๆ ก็แสดงว่าคุณไม่ได้เป็นโรคทางกายร้ายแรง แต่คุณกำลังไม่สบายใจ หรือวิตกกังวลในบางเรื่อง หรือกำลังมีปัญหากับครอบครัวอยู่ จึงทำให้คุณเกิดอาการใจสั่น หายใจไม่อิ่ม เจ็บหน้าอกขึ้นมา ถ้าอาการเกิดขึ้นไม่บ่อยนัก คุณก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติเหมือนคนทั่วไป แต่ถ้าคุณมีอาการวิตกกังวลอย่างรุนแรง และเกิดขึ้นบ่อยๆ นั่นหมายความว่า คุณอาจจะเป็นโรคประสาทก็ได้
อย่างไรก็ตาม ขอให้ทำจิตใจให้สบาย ถ้าคุณมีความไม่สบายใจก็ขอให้พูดคุยระบายกับคนที่คุณไว้ใจ รู้จักผ่อนคลายด้วยตนเอง เช่น พยายามคิดถึงสิ่งที่ทำให้คุณรู้สึกสบายใจ และมีความสุข ไม่ว่าจะเป็นสถานที่ที่คุณชอบไป เหตุการณ์ที่ทำให้คุณคิดถึงแล้วมีความสุข หรือคุณอาจจะใช้วิธีการหายใจเข้าออกช้าๆ จนรู้สึกสงบและสบายใจขึ้น แต่ถ้ามีอาการรุนแรงและกระทบต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ควรปรึกษานักจิตวิทยาหรือผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวช
อ่อนเพลีย ไม่มีแรง ทั้งๆ ที่ไม่ได้ทำงานหนัก
คุณเคยสังเกตตัวเองบ้างไหมว่า ตื่นเช้าขึ้นมารู้สึกอ่อนเพลียละเหี่ยใจ แขนขาไม่มีเรี่ยวแรง ไม่อยากทำงานทำการใดๆ อาการอ่อนเพลียสามารถเกิดขึ้นได้ในคนทั่วไป เป็นต้นว่า คุณอาจจะนอนดึกเกินไป ทำให้พักผ่อนไม่พอ หรือคุณอาจจะทำงานหนักมาทั้งวัน ทำให้ร่างกายเหนื่อยล้าและอ่อนเพลียก็ได้
อาการอ่อนเพลียที่เกิดขึ้นอาจหายไปใน 1-2 วัน แต่ถ้าคุณมีอาการอ่อนเพลียเกิน 7 วัน คุณอาจจะต้องไปตรวจร่างกายว่ามีความผิดปกติหรือไม่ เช่น คุณอาจจะเป็นโรคเหน็บชา หรือขาดสารอาหารบางอย่าง
แต่ถ้าได้ตรวจร่างกายแล้วไม่พบว่าเป็นโรคทางกาย และคุณก็ยังอ่อนเพลียบ่อยๆ พร้อมกับมีอาการเจ็บหน้าอก หายใจไม่เต็มอิ่ม ใจสั่น นอนไม่หลับ อารมณ์หงุดหงิดง่าย แสดงว่าคุณกำลังไม่สบายทางใจ ให้ลองสำรวจตัวเองว่ามีอะไรไม่สบายใจบ้าง เช่น กลุ้มใจเรื่องครอบครัว การทำงาน หรือการเรียนบ้างหรือไม่
อาการดังกล่าวอาจหายไปได้ หากคุณทำใจให้สบาย รู้สึกผ่อนคลายตัวเอง หาคนที่คุณไว้ใจ และพร้อมจะรับฟังคุณ พูดคุยเรื่องที่ไม่สบายใจให้เขาฟัง และทำงานไปตามปกติ ข้อสำคัญก็คือพยายามแก้ไขที่ต้นเหตุของปัญหา เพื่อช่วยให้อาการที่เป็นอยู่หายไป แต่ถ้าคุณมีอาการดังกล่าวบ่อยมาก และเป็นปัญหาต่อการทำงานในชีวิตประจำวันแล้ว ขอแนะนำให้ลองใช้บริการให้คำปรึกษาทางโทรศัพท์ของกรมสุขภาพจิต หรือศูนย์ฮอตไลน์ต่างๆ หรือขอรับคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวชในโรงพยาบาลต่างๆ ดู
ชาตามปลายมือและปลายเท้า
อาการชาตามปลายมือและปลายเท้า เป็นอาการอย่างหนึ่งที่พบได้ในผู้ที่มีปัญหาทางจิตใจ
อาการที่เกิดขึ้นได้แก่ การชาตามปลายมือและปลายเท้า และสูญเสียความรู้สึกตั้งแต่บริเวณปลายนิ้วขึ้นไปถึงข้อมือ และปลายเท้าขึ้นไปถึงข้อเท้า ไม่ว่าจะใช้เข็มมาแทง เอาน้ำเย็นน้ำร้อนมาแตะก็ไม่สามารถรับรู้ได้
นอกจากนี้ยังพบว่ามีอาการอื่นๆ ร่วมด้วย เช่น แขนขาไม่มีแรง มือสั่น แขนขาเหยียดไม่ได้ การทรงตัวไม่ดี
อาการต่างๆ เหล่านี้เมื่อตรวจสภาพร่างกายแล้วพบว่าปกติดี แต่อาการต่างๆ ก็ยังไม่หายไป ที่เป็นเช่นนี้เพราะมีสาเหตุทางจิตใจ อาจมีความเครียด มีปัญหาชีวิต หรือมีความวิตกกังวลสูง จนเกิดความขัดแย้งภายในจิตใจ และแสดงอาการออกมาทางกาย
ขอให้มั่นใจว่าอาการดังกล่าวสามารถหายได้และรักษาได้ ถ้าคุณยอมรับว่ามีปัญหาและพยายามหาทางแก้ไข เช่น พูดระบายกับคนที่พร้อมจะรับฟัง พูดคุยขอคำปรึกษาจากคนที่คิดว่าจะช่วยได้ เช่น ญาติผู้ใหญ่ หรือเพื่อน เป็นต้น ฝึกผ่อนคลายความเครียดด้วยตนเอง เช่น ฝึกการหายใจ หรือคิดถึงสถานที่ที่ทำให้คุณรู้สึกสบายใจ เป็นต้น พยายามมองหาทางออกของปัญหาในหลายๆ แง่ เพื่อเป็นทางเลือกในการแก้ปัญหา ทั้งนี้ขอให้ดำเนินชีวิตประจำวันไปตามปกติ และมีความตั้งใจที่จะแก้ไขความขัดแย้งในชีวิต หากยังมีอาการเรื้อรังเป็นเวลานานให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวช
ชักหรือกระตุกตามร่างกายเป็นครั้งคราว
คุณเคยมีอาการอย่างนี้หรือไม่ เช่นเมื่อคุณมีเรื่องทะเลาะกับคนที่คุณรัก ทุกครั้งหลังจากที่ทะเลาะกันแล้ว คุณรู้สึกว่ามีอาการชักหรือกระตุกตามร่างกายเกิดขึ้น อาจจะเริ่มจากที่มีอาการซู่ซ่าที่มือทั้งสองข้างพร้อมๆ กัน และลามไปยังส่วนอื่นๆ ของร่างกาย
หลังจากนั้นจะมีอาการชัก นอนเกร็งลำตัวและแขนขา บางทีก็ดิ้นไปดิ้นมา บางครั้งกระตุกมือซ้าย บางครั้งกระตุกมือขวา บางทีก็กระตุกที่เท้า หรือทั้งมือและเท้า อาการจะเกิดประมาณ 10 นาที ถึงครึ่งชั่วโมง หรือบางครั้งอาจมากกว่านั้น
หรืออาการเริ่มจากคุณรู้สึกหายใจไม่ออก ชาตามบริเวณริมฝีปาก และตามปลายมือปลายเท้า อาจจะชักตัวเกร็ง หรือมีอาการเกร็งตามปลายมือปลายเท้า ซึ่งในกรณีนี้ผู้มีอาการจะรู้สึกเหมือนจะขาดใจ และทรมานมาก ควรรีบให้การช่วยเหลือโดยการเอาถุง หรือกระดาษทำเป็นกรวยแล้วครอบจมูกไว้ เพื่อช่วยให้ระบบหายใจเข้าสู่ภาวะปกติ และลดอาการชักเกร็ง
ทั้งสองลักษณะนี้ ถ้าคุณเคยไปพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายแล้ว แต่ไม่ได้พบความผิดปกติ แสดงว่าคุณไม่ได้เป็นอะไร ไม่มีโรคทางกายแน่นอน แต่อาการดังกล่าวแสดงถึงความผิดปกติทางจิตใจ คุณคิดอะไรอยู่ มีปัญหาเกี่ยวกับคนรอบข้างหรือไม่ มีปัญหาขัดแย้งอะไรในใจหรือไม่ คุณจึงชัก ซึ่งคุณไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ โดยที่คุณก็ไม่ได้แกล้งทำสักหน่อย
ขอให้คุณมั่นใจได้ว่าอาการดังกล่าวหายหรือทุเลาลงได้ ถ้าเพียงทำจิตใจให้สบาย ขอให้คุณเข้มแข็ง มีจิตใจที่หนักแน่น มั่นคง รู้จักปรับตัวเพื่อเผชิญกับความเครียด ถ้ารู้สึกว่าไม่ไหว ก็ให้ไปปรึกษาจิตแพทย์ นักจิตวิทยา หรือผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวช
ย้ำคิดย้ำทำ
อาการย้ำคิดย้ำทำเป็นอาการหนึ่งของโรคประสาท ผู้ป่วยโรคนี้มักจะมีความคิด หรือการกระทำที่ซ้ำๆ ซากๆ อยู่เสมอๆ ทั้งๆ ที่รู้ตัวว่าไม่ควรคิด หรือ ไม่ควรทำ แต่ก็หักห้ามใจไม่ได้ ถ้าไม่ได้ทำหรือไม่ได้คิดก็จะยิ่งกังวลหนักเข้าไปอีก
ตัวอย่างของอาการประสาทย้ำคิดย้ำทำ เช่น ล้างมือบ่อยๆ เพราะคิดว่ามือตนมีเชื้อโรคและสกปรก ล้างแล้วล้างอีกจนบางคนมีหนังเปื่อย และแพ้สบู่ บางรายก็คิดเฉพาะในเรื่องที่ไม่น่าคิด หรือไม่เหมาะสม เช่น คิดว่าสามีไม่รัก คิดว่าตัวเองด้อย คิดอยากจับหน้าอกผู้หญิง เป็นต้น
ซึ่งความคิดที่เกิดขึ้น เป็นความคิดที่เจ้าตัวรู้ว่าไม่เหมาะสม แต่ก็ห้ามใจตัวเองไม่ได้ ก็เลยเกิดความทุกข์ใจตามมาอย่างมาก
ผู้ที่มีอาการย้ำคิดย้ำทำควรไปปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางสุขภาพจิต เพื่อทำการบำบัดรักษาต่อไป เมื่อหายแล้วก็จะสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติและมีความสุขได้เหมือนเดิม
ชอบคิดว่าตัวเองป่วย
คุณเคยเป็นเช่นนี้หรือไม่ คือคิดว่าตัวเองป่วยเป็นโรคนั้นโรคนี้ เช่นบางคนคิดว่าตนเองเป็นโรคหัวใจอ่อน หรือเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ เพราะมีอาการหัวใจเต้นแรง หายใจเร็ว ใจสั่น แน่นหน้าอก หายใจลำบาก เหมือนมีอะไรมาจุกแน่น ทำให้รู้สึกทรมานมาก บางครั้งเหมือนหัวใจจะขาด จึงสงสัยว่าจะเป็นโรคหัวใจ
บางคนคิดว่าตนเองเป็นโรคเนื้องอกในสมอง หรือมีอะไรผิดปกติเกิดขึ้นในสมอง เพราะมีอาการปวดศีรษะเป็นประจำ มีอาการหน้ามืด ตาลาย วิงเวียนศีรษะ
บางคนคิดว่าตนเองเป็นโรคกระเพาะหรือลำไส้ เพราะมีอาการปวดท้อง เสียดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย คลื่นไส้อาเจียน
แต่เมื่อไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่แท้จริงกลับไม่พบความผิดปกติ และแพทย์ก็ยืนยันว่าคุณปกติดี ไม่ได้เป็นโรคหัวใจ ไม่ได้เป็นโรคทางสมอง หรือไม่ได้เป็นกระเพาะ หรือลำไส้อักเสบแต่อย่างใด
หากเป็นเช่นนี้ มีความเป็นไปได้สูงว่าอาการที่เกิดขึ้นมีสาเหตุมาจากความผิดปกติทางจิตใจ ลองสำรวจตัวเองว่า คุณมีปัญหาอะไรในใจหรือเปล่า มีความทุกข์ใจหรือวิตกกังวลเรื่องอะไรอยู่บ้าง และคงต้องแก้ไข้ด้วยการพยายามทำใจให้สบาย พยายามแก้ไขปัญหาที่ค้างคาอยู่ในใจ แล้วคุณจะรู้สึกดีขึ้น เมื่อปัญหาได้ถูกจัดการอย่างเหมาะสม
แต่ถ้ามีอาการรุนแรงจนทำให้คุณวิตกกังวลและขาดความสุข ก็ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญทางจิตเวชเพื่อขอรับความช่วยเหลือต่อไป
สัญญาณอันตรายของผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย
คนที่มีความคิดที่จะฆ่าตัวตาย หรือเป็นผู้ที่มีเจตนาจะทำร้ายตัวเองให้เสียชีวิต ซึ่งมีสาเหตุมาจากความบีบคั้นต่างๆ ในชีวิต โดยจะแสดงออกให้ผู้ใกล้ชิดรับรู้กับความทุกข์ในใจ และความคิดที่จะทำร้ายตัวเองได้หลายลักษณะ ดังนี้
1. เคยพยายามทำร้ายหรือฆ่าตัวตายมาแล้วแต่ไม่สำเร็จ คนเหล่านี้ ถ้ายังอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมๆ แก้ไขปัญหาที่เผชิญอยู่ไม่สำเร็จ ความคิดที่จะจบชีวิตของตนเองลงจะยังคงอยู่และสามารกระทำซ้ำได้อีก
2. แสดงออกทางคำพูดที่สื่อความคิดความรู้สึกที่อยากตาย รู้สึกว่าตนเองไม่มีความหมาย หรือสิ้นหวัง เช่น “ไม่รู้ว่าจะมีชีวิตต่อไปเพื่ออะไร” “ถ้าตายเสียได้ ปัญหาทุกอย่างก็จะจบลง” “ถ้าเป็นอะไรไป ฝากดูแลลูกด้วย”
3. แสดงออกถึงแผนการที่จะจบชีวิตของตนเองลง โดยการจัดแจงสิ่งต่างๆ ในชีวิตอย่างเป็นที่เรียบร้อย เช่น จัดแจงทรัพย์สิน หนี้สินที่มี และมีการเตรียมอุปกรณ์บางอย่างที่สามารถปลิดชีวิตของตนได้ เช่น ซื้อยาฆ่าแมลง หรือยานอนหลับมาเก็บไว้ ขอยืมหรือซื้ออาวุธมาเตรียมไว้
4. แสดงออกทางอารมณ์ คือมีอารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ เสมอ ที่ควรระวังคือ จากที่มีอารมณ์เศร้าแล้วกลับมามีอารมณ์ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะการแสดงออกเช่นนี้อาจเกิดจากการตัดสินใจฆ่าตัวตายเป็นทางออกของปัญหา
ถ้าคุณพบสัญญาณเหล่านี้ ควรใส่ใจและหาทางช่วยเหลืออย่างใกล้ชิดที่สุด
วิธีปลอบใจและให้กำลังใจผู้ที่คิดฆ่าตัวตาย
หากคุณพบว่าคนที่ใกล้ชิดมีเรื่องกลุ้มใจอย่างมาก มีอารมณ์ซึมเศร้า ผิดหวัง ท้อแท้ใจในชีวิต และบางครั้งถึงกับบ่นว่าอยากตายแล้วล่ะก็ ถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายที่ควรรีบให้ความช่วยเหลือโดยด่วน
ก่ออื่นคุณจำเป็นจะต้องเข้าไปสอบถามเกี่ยวกับเรื่องที่เขาไม่สบายใจอยู่ โดยแสดงความจริงใจว่าคุณอยากช่วยเหลือเขาจริงๆ และสร้างความมั่นใจกับเขาว่าคุณจะเก็บเรื่องราวของเขาไว้เป็นความลับ จะไม่เอาไปบอกใครเด็ดขาด และคุณจะอยู่เคียงข้างเขา ช่วยเขาต่อสู้กับปัญหา จะไม่ทอดทิ้งเขาแน่นอน
จากนั้นควรเปิดโอกาสให้เขาได้พูดระบายความอัดอั้นในใจออกมาให้มากที่สุด โดยคุณต้องตั้งใจฟังอย่างเต็มที่ อย่าไปขัดคอหรือดุว่าติเตียนเขา ฟังเรื่องราวของเขาให้จบเสียก่อน อาจถามเขาเพิ่มเติมเป็นระยะๆ เพื่อแสดงให้เห็นว่าคุณสนใจฟังจริงๆ
ต่อมาให้ค่อยๆ ยกปัญหาที่เขาเผชิญอยู่ขึ้นมาพิจารณาว่าแต่ละปัญหาเกิดขึ้นมาได้อย่างไรมีความรุนแรงหรือเสียหายมากน้อยอย่างไร แต่ละปัญหาแตกต่างกันอย่างไร ถ้าไม่แก้ไขจะเกิดอะไรขึ้น ซึ่งจะเป็นการช่วยให้เขาเข้าใจแต่ละปัญหาได้ดีมากขึ้น และเป็นการดึงความคิดของเขาให้หันกลับมาใช้เหตุผลมากขึ้นด้วย
ต่อจากนั้นให้ลองช่วยกันคิดว่า ตัวเขาเองนั้นมีความสามารถ มีทรัพย์สินเงินทอง มีญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง หรือมีใครที่จะให้ความช่วยเหลือได้บ้าง มีอะไรอื่นอีกที่พอจะเอามาใช้แก้ปัญหานั้นได้ มีวิธีการใดบ้าง ที่จะช่วยลดความรุนแรงของปัญหานั้นลง และมีวิธีใดบ้างที่จะช่วยเขาให้รู้สึกเจ็บปวดน้อยกว่าเดิม
ถ้าเขาเริ่มได้คิด เริ่มมองเห็นทางออกของปัญหาบ้างแล้ว จิตใจของเขาก็จะดีขึ้น มีกำลังใจที่จะต่อสู้ปัญหามากขึ้น ส่วนการแก้ปัญหา บางทีอาจใช้เวลานาน ในระหว่างนั้นควรแนะนำให้เขาหาอะไรทำไปพลางๆ ก่อน จะเป็นกิจกรรมอะไรก็ได้ที่ทำให้เขาได้ใช้เวลาอย่างสร้างสรรค์ จะได้ลดความกลัดกลุ้มและความวิตกกังวลกับปัญหาเดิมๆ ลง ไม่หมกมุ่นกับปัญหามากเกินไป และการได้ทำสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น จะช่วยให้เขาเกิดความภูมิใจในตนเอง ลดความรู้สึกท้อแท้ในชีวิตลงได้
การปลอบใจและการให้กำลังใจแก่คนที่คิดฆ่าตัวตายไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องใช้ความพยายามและความอดทนเป็นอย่างสูง แต่ถ้าคุณทำได้สำเร็จ ผลดีที่ตามมาก็คือจะช่วยให้ทั้งคุณและเขามีความสุขใจอย่างคาดไม่ถึง
----------------------------------------------
ขอบคุณข้อมูลจากคู่มือรวมความรู้สุขภาพจิตจากบริการ 1667
![[[ที่นี่ล้านนา]] ศูนย์รวมหลากหลายเรื่องราวของชาวล้านนา](image/logo.gif)











ความเห็น
ช่วยด้ายค่ะ กริ ๆๆๆ (190 บาทเท่านั้น)
ช่วยด้ายค่ะ ก